บทที่ 2 วิวาห์
ตอน วิวาห์
1 เดือนต่อมา
@เรือนหอ
“ให้ผมช่วยถอดให้มั้ย” ศรันย์เอ่ยถามภรรยาของเขาที่กำลังจะถอดเครื่องประดับ ใช่แล้ววันนี้เป็นวันแต่งงานของเขากับเธอและพิธีส่งตัวบ่าวสาวเข้าห้องหอก็เพิ่งเสร็จสิ้นไปเมื่อครู่
“ไม่เป็นไรค่ะ คุณจะอาบน้ำก่อนก็ได้นะคะ” เธอหันไปบอกเขา
“แต่...ผมอยากอาบพร้อมกับคุณมากกว่า” พูดขึ้นพร้อมกับส่งสายตาวาบหวามมาให้เธอ ทางหญิงสาวเองก็ตกใจกับสิ่งที่เขาพูด แต่เธอก็ไม่ได้ตอบกลับไปนอกจากแสดงท่าทางไม่พอใจออกทางสีหน้าและแววตา
“ขอโทษ ผมพูดเล่น” ว่าแล้วก็ยิ้มขึ้น แต่ก็แอบรู้สึกขนลุกเล็กน้อยกับสายตาดุๆ ที่เจ้าสาวแสนสวยส่งมาให้
‘ดุชะมัด’ เขาคิด
ถึงแม้ว่าภรรยาของตนจะเป็นผู้หญิงที่สวยหยาดฟ้ามาดินมากๆ แต่ศรันย์ไม่ใช่คนที่มีรสนิยมชอบข่มขืนหรือว่าบังคับจิตใจใครอยู่แล้วดังนั้นเขาจึงมั่นใจได้เลยว่าตัวเองจะไม่แหกกฎที่เป็นคนสร้างไว้เด็ดขาด
หลังจากที่ศรันย์เดินเข้าห้องน้ำไปร่างสวยสง่างามของรสรินก็เดินตรงไปยังกระเป๋าสะพายใบสวยของเธอ ก่อนที่หญิงสาวจะค้นหาอะไรบางอย่างในนั้น สิ่งที่หล่อนหยิบออกมาจากกระเป๋ามันคือสร้อยล็อกเก็ต ซึ่งมันก็เป็นของที่หญิงสาวหวงแหนที่สุด
เธอเปิดล็อกเก็ตนั้นออกมาก่อนจะส่งยิ้มหวานๆ ให้รูปภาพที่อยู่ในนั้น ถึงแม้คนในรูปจะไม่ได้อยู่ในชีวิตของเธอแล้ว แต่เขาก็ยังคงอยู่ในหัวใจดวงนี้เสมอ และก็จะอยู่แบบนี้ตลอดไป
2 เดือนต่อมา
@ร้านเหล้าแห่งหนึ่ง
“อ้าว...ชน!” เสียงทุ้มของ ศิโรตม์ หรือ ซี เพื่อนสนิทของศรันย์เอ่ยขึ้น ก่อนที่สามเพื่อนรักจะดื่มเหล้าจนหมดแก้ว
“เดี๋ยวอีก 10 นาทีกูจะกลับแล้วนะ จะสี่ทุ่มแล้ว” อนุทิน หรือ ธาม พูดขึ้นหลังจากที่มองดูนาฬิกาบนข้อมือ
“ตี๋หิดไม่เปลี่ยนเลยนะมึงเนี่ย” ศิโรตม์เอ่ยขึ้น
“ก็มันมีเมียคนสวยกับลูกสาวสุดน่ารักรออยู่ที่บ้านนี่หว่า ไม่เหมือนกูกับมึง” ศรันย์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่บ่งบอกได้ถึงความเบื่อและเซ็ง
“ไม่นะ มึงไม่เหมือนกูนะเว้ย...กูโสด แต่มึงมีเมีย” ศิโรตม์ตอบกลับ
“มีแม่งก็เหมือนไม่มีแหละ กูต้องมาหาแดกนอกบ้านสองเดือนแล้ว ไม่รู้แต่งเมียหรือแต่งรูปปั้นหินเข้าบ้าน เย็นชากับคนหล่ออย่างกูลงได้ไงก็ไม่รู้” ศรันย์มีท่าทีหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด จริงอยู่ที่เขาเป็นคนพูดเองว่าจะไม่บังคับให้รสรินทำหน้าที่เมียบนเตียง แต่บางทีหล่อนก็เย็นชากับเขาเกินไป เย็นชาจนขนาดที่ว่าวันๆ นึงคุยกันไม่ถึง 10 คำด้วยซ้ำ และเพราะบรรยากาศในบ้านมันมีแต่ความตึงเครียดแบบนี้เขาจึงเบื่อมาก จะทำใจให้เฉยชากับทุกสิ่งอย่างหล่อนไม่ได้จริงๆ เพราะตัวเองเคยอยู่กับพ่อแม่ เคยอยู่กับบรรยากาศที่ผ่อนคลายและมีความสุข
แต่ทว่าหลังจากที่แต่งงานและย้ายออกมาอยู่ที่บ้านเรือนหอ บรรยากาศของที่นี่มันช่างต่างจากที่บ้าน ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีเสียงหัวเราะ สิ่งที่เขาได้รับจากภรรยาคนนี้ก็มีแต่ความเฉยชา อันที่จริงรสรินก็ทำหน้าที่ภรรยาได้ดีถึงแม้ทั้งสองจะไม่เคยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกัน แต่เธอก็เป็นแม่บ้านที่ดี เธอเตรียมอาหารเช้าและอาหารเย็นไว้ให้เขาทุกวัน ถึงแม้เขาจะทานแค่บางครั้งก็ตาม แต่นั่นมันก็ไม่ใช่สิ่งที่ศรันย์ต้องการ สิ่งที่เขาต้องการก็คือความสุขต่างหาก
ซึ่งรสรินก็ทำให้เขามีความสุขไม่ได้ ในคราแรกตอนที่ตกลงแต่งงานกับเธอ เขาก็คิดว่าตัวเองจะทนอยู่กับหญิงสาวได้ คิดว่าจะกลั้นใจอยู่ไปวันๆ อย่างไม่สนโลกแบบที่เธอทำ แต่เขาทำแบบนั้นไม่ได้จริงๆ สุดท้ายก็เป็นตัวศรันย์เองที่ไม่มีความสุขกับอะไรแบบนี้ และเขาก็คิดว่าอีกไม่นานตัวเองจะเป็นฝ่ายขอหย่า
“คุณโรสยังไม่ให้มึงจิ้มอีกเหรอวะ มึงเลยหงุดหงิด” หนุ่มโสดเจ้าสำราญอย่างศิโรตม์เอ่ยถามเพื่อน
“กูว่าเรื่องนี้มันไม่ใช่ประเด็นหรอก แต่ก็เบื่อว่ะ แม่งวันๆ มีอยู่หน้าเดียว ไม่เคยเอาอกเอาใจ ไม่เคยชวนกูคุย แม้แต่ยิ้มให้กูก็ยังไม่เคยทำ มึงเข้าใจป่ะ แบบเหมือนเราอยู่กับรูปปั้นอ่ะ ตั้งโชว์สวยๆ ไว้ในบ้าน แต่ไม่เคยทำอะไรให้นอกจากสวยไปวันๆ แล้วก็ทำกับข้าว” เป็นอีกครั้งที่ศรันย์ได้ระบายความเหนื่อยหน่ายในใจให้เพื่อนสนิทฟัง
“ก็ยังดีนะมึงอย่างน้อยๆ เขายังหาข้าวให้มึงแดก เมียกูนี่นอกจากไข่เจียวกับมาม่าก็ทำห่าอะไรไม่เป็นเลย แม่บ้านทำให้หมด” อนุทินตอบ กลายเป็นว่าตอนนี้คนที่มีเมียแล้วกำลังนั่งนินทาเมียให้ชายโสดอย่างศิโรตม์ฟัง
“เอาน่ามึงก็ทนๆ ไปก่อนอีก 2-3 เดือน ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็ขอเขาหย่า เขาเองก็คงไม่อยากจะอยู่กับมึงหรอก ถ้าเขาอยากอยู่เขาคงไม่ทำท่าทีเย็นชาเป็นรูปปั้นแบบนี้ทุกวันหรอก” ศรันย์เองก็เห็นด้วย เขาคิดว่าศิโรตม์พูดถูกทุกอย่าง เพราะถ้ารสรินมีความสุขเธอก็ไม่คงแสดงออกด้วยท่าทีเย็นชาใส่กันได้ทุกวี่ทุกวันแบบนี้
“หรือถ้ามึงไม่โอเคจริงๆ มึงก็ขอแยกบ้านอยู่ก็ได้ แต่อย่าให้พ่อกับแม่รู้ก็แล้วกัน” นี่คือคำแนะนำจากอนุทิน
“เออ...จริงด้วย ทำไมตั้งนานกูคิดไม่ได้วะ โรสเขาก็คงยอมแหละเพราะเขาก็ไม่ชอบกูอยู่แล้ว ขอบใจมากๆ นะพวกมึง มาแดกกันต่อดีกว่ากูหาทางออกได้และ” ศรันย์ดูอารมณ์ดีขึ้นทันที ในเมื่อบ้านมันไม่เป็นบ้าน เขาก็ไม่ควรจะอยู่ในที่ที่ทำให้ตัวเองไม่มีความสุข และชายหนุ่มก็คิดว่ารสรินก็คงจะไม่ขัดข้องเช่นกัน นี่อาจจะเป็นผลดีต่อตัวเขาและตัวรสรินด้วย
เวลาต่อมา
jaguar f type สีดำคันงามกำลังขับเคลื่อนไปตามท้องถนน แม้จะไปดื่มสุรามาแต่ศรันย์ก็ยังแน่ใจว่าตัวเองไม่ได้ดื่มจนเมามากเกินไป เพราะตั้งแต่เกิดมาเขาไม่เคยดื่มหนักจนขับรถกลับบ้านไม่ได้ แต่ทว่า...อยู่ๆ สิ่งที่ศรันย์ไม่คาดคิดก็ได้เกิดขึ้น
“เฮ้ย!”
เอี๊ยด! โครม!
เช้าวันต่อมา
“อะ...โอ๊ย”
เจ็บไปหมด นี่คือความรู้สึกแรกของศรันย์หลังจากที่รู้สึกตัวตื่น
“คุณยอร์ช คุณพ่อ คุณแม่คะ คุณยอร์ชฟื้นแล้วค่ะ” รสรินรีบปลุกสองสามีภรรยาที่งีบหลับกันอยู่บนโซฟา ซึ่งพวกท่านก็รีบลุกขึ้นมาทันทีเมื่อรู้ว่าลูกชายฟื้นแล้ว
“ผมโดนรถชนใช่มั้ย” ถึงแม้จะเจ็บไปหมดทั้งตัวแต่เขาก็ยังจำได้ดีว่าก่อนจะหมดสติไปตัวเองเจอกับอะไร ชายหนุ่มจำได้ว่ามีรถยนต์คันหนึ่งขับมาชนรถของเขา
“ใช่ลูก เจ็บมากมั้ย” คนเป็นแม่น้ำตาคลอเบ้าเพราะสงสารลูก
“คุณพยาบาลคะ คนไข้ฟื้นแล้วค่ะ” รสรินเป็นคนกดออดเรียกนางพยาบาล
“อะ...โอ๊ย ผะ...ผมเจ็บไปหมด” เขาร้องโอดโอยเพราะรู้สึกเจ็บมากจริงๆ
“ขาด้านซ้ายของแกหัก คงต้องพักผ่อนยาวเลยล่ะคราวนี้ กว่าจะหาย” เจ้าสัวศิวะพูดขึ้น
“อะไรนะครับขาผมหักด้วยเหรอ...” เขาตกใจเมื่อได้ยินดังนั้น ก่อนจะเหลือบมองไปที่ขาด้านซ้ายของตัวเองที่มีผ้าก๊อซสีขาวพันไว้อยู่
“คุณหมอบอกว่านอนพักรักษาตัวและก็กายภาพบำบัดสัก 3-4 เดือน ก็น่าจะหายแล้วล่ะลูก” คุณนารินพูด ส่วนลูกชายของท่านพอรู้ว่าตัวเองจะเดินไม่ได้ไประยะหนึ่งเขาก็มีท่าทีที่เศร้าลงทันที
“ส่วนเรื่องคู่กรณีเดี๋ยวพ่อจัดการเอง เขาเมาหนักมากแล้วก็ขับข้ามเลนมาชนแกก่อน เขาผิดเต็มประตู แกไม่ต้องเครียดทำใจให้สบาย เดี๋ยวพ่อจะจ้างพยาบาลพิเศษให้มาดูแล” บิดาและมารดารู้สึกสงสารลูกชายเพียงคนเดียวนัก เพราะรู้ว่าศรันย์เป็นคนรักงานและก็ขยันมาก หนำซ้ำธุรกิจโรงแรมห้าดาวของเขาก็กำลังไปได้สวย แต่เขาดันมาป่วยและต้องหยุดทำงานไประยะหนึ่ง แน่นอนอยู่แล้วว่าชายหนุ่มต้องรู้สึกเศร้าใจมาก
“เอ่อ...เรื่องพยาบาลไม่ต้องจ้างหรอกค่ะ หนูจะหยุดดูแลเขาเอง” รสรินพูดขึ้น พอได้ยินดังนั้นทั้งสามคนก็อึ้งจนสตั้นไป 3 วินาที โดยเฉพาะศรันย์ที่คิดว่าตัวเองคงหูฝาดไป
